คุณธรรมประจำใจของครู

เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดผลกระทบต่อการประพฤติปฏิบัติของครู  ทำให้คุณธรรมของครูตกต่ำ  จนเกิดวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวิชาชีพครูในขณะนี้  อย่างไรก็ตามครูมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมากที่สุดวิชาชีพหนึ่ง  ดังนั้นจึงมีการพัฒนาคุณธรรมของครู  เพราะคุณธรรมกับครูเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้  หากครูขาดคุณธรรมความเป็นปูชนียบุคคลของครูก็จะหมดไป

ความหมายของคุณธรรม

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พุทธศักราช  2525  ให้ความหมายของคุณธรรมไว้ว่า  เป็นสภาพคุณงามความดี  (ราชบัณฑิตยสถาน.  2525 : 187)

คาร์เตอร์ วี. กู๊ด  (Carter V. Good.  1973 : 641)  ให้ความหมายคุณธรรม  ไว้ว่า  คุณธรรมคือ  คุณลักษณะที่ดีงาม หรือพฤติกรรมที่ปฏิบัติจนเป็นนิสัย  และการที่บุคคลได้กระทำตามความคิดและมาตรฐานของสังคมในทางความประพฤติและจริยธรรม

ความสำคัญของคุณธรรม

คุณธรรมเป็นเสมือนหลักการสำคัญที่ให้ไว้สำหรับบุคคลหรือสังคมได้นำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต  จะช่วยให้บุคคลปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น  มีความสำเร็จในงานที่ทำ  เป็นคนดีของครอบครัว  สังคม และประเทศชาติ  สำหรับครูกับคุณธรรมนั้นจะต้องเป็นของคู่กัน  หากครูขาดคุณธรรมเมื่อใดก็เหมือนกับนักบวชที่ไร้ศีล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานหลักคุณธรรมสำหรับคนไทยในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า  ณ  ท้องสนามหลวง  วันจันทร์ที่  5  เมษายน  พ.ศ. 2525  ทั้งนี้เพื่อยึดถือปฏิบัติมีอยู่  4  ประการ  คือ

ประการแรก      คือ     การรักษาความสัจ  ความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัต       แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

ประการที่สอง    คือ     การรู้จักข่มใจตนเอง  ฝึกใจตนเอง  ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ  ความดีนั้น

ประการที่สาม    คือ     การอดทน  อดกลั้น  และอดออม  ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจ  สุจริต  ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

ประการที่สี่       คือ     การรู้จักละวางความชั่ว  ความสุจริต  และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

คุณธรรมทั้ง  4  ประการนี้จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข  ร่มเย็น  โดยเฉพาะผู้ที่เป็นครู  จำเป็นต้องยึดถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น

ตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูของคุรุสภา  ซึ่งได้จากการประชุมสัมมนาวิชาชีพครูครั้งที่  6  ระหว่างวันที่  27 – 28  เมษายน  พ.ศ. 2532  ได้สรุปว่า  บุคคลที่ประกอบวิชาชีพครูมีลักษณะพื้นฐาน  4  ประการ  คือ  รอบรู้  สอนดี  มีคุณธรรมตามจรรยาบรรณและมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง  (สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.  2532 : 6 – 9)

ในที่นี้จะนำมากล่าวเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อคุณธรรมตามจรรยาบรรณ  ซึ่งมีคุรุสภากำหนดไว้  9  ข้อ  ดังต่อไปนี้

1.  มีเมตตากรุณา  พฤติกรรมหลัก  คือ  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานและสังคม  มีความสนใจและห่วงใยในการเรียนและความประพฤติของนักเรียน  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  ไม่นิ่งดูดายและเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลังความสามารถ  ให้ความรักความเอาใจใส่ช่วยเหลือดูแลเด็กให้ได้รับความสุขและพ้นทุกข์  เป็นกันเองกับนักเรียน  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกเปิดเผยไว้วางใจ  และเป็นที่พึ่งของนักเรียน

2.  มีความยุติธรรม  พฤติกรรมหลัก  คือ  มีความเป็นธรรมต่อนักเรียนและมีความเป็นกลาง  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  เอาใจใส่และปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเสมอภาคและไม่ลำเอียง  ตัดสินปัญหาของนักเรียนด้วยความเป็นกลาง  ยินดีช่วยเหลือนักเรียน  ผู้ร่วมงานและผู้บริหารโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

3.  มีความรับผิดชอบ  พฤติกรรมหลัก  คือ  มุ่งมั่นในผลงาน  ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  มีวิธีการที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์  วางแผนการใช้เวลาอย่างเหมาะสม  และปฏิบัติงานให้ทันเวลา  ใช้เวลาคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ  วางแผนการปฏิบัติงานอย่างมีระบบ  ปฏิบัติงานตามแผนได้เสร็จและมีประสิทธิภาพ  มีความรอบคอบ  ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ทุกด้าน  ปฏิบัติภารกิจทุกด้านได้ครบตามความสามารถและประเมินผลการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม

4.  มีวินัย  พฤติกรรมหลัก  คือ  มีวินัยในตนเอง และปฏิบัติตามกฎและระเบียบ  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  ควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  มีวิธีทำงานที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นได้  ปฏิบัติตามกฎและระเบียบของหน่วยงานและสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่การงานเป็นไปตามขั้นตอน

5.  มีความขยัน  พฤติกรรมหลัก คือ  มีความตั้งใจและมีความพยายาม  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  กระตือรือร้นและปฏิบัติงานเต็มความสามารถอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคในการทำงาน  และมีความพยายามที่จะสอนเด็กให้บรรลุจุดหมาย

6.  มีความอดทน  พฤติกรรมหลัก  คือ  อดทนเมื่อเกิดอุปสรรค และมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  ปฏิบัติงานเต็มไม่ทิ้งขว้างกลางคัน  ไม่โกรธง่าย และสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และอดทนอดกลั้นคำวิพากษ์วิจารณ์

7.  มีความประหยัด  พฤติกรรมหลัก  คือ  รู้จักประหยัดและออม  และใช้ของให้คุ้มค่าส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  ช่วยรักษาและใช้ของส่วนรวมอย่างประหยัด  ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินฐานะของตน  รู้จักเก็บออมทรัพย์  เพื่อความมั่นคงของฐานะ  และรู้จักใช้และเก็บรักษาของอย่างถูกวิธี

8.  มีความรักและศรัทธาในอาชีพครู  พฤติกรรมหลัก  คือ  เห็นความสำคัญของอาชีพครูและรักษาชื่อเสียงวิชาชีพครู  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรวิชาชีพครู  เข้าร่วมกิจกรรมวิชาชีพครู  ร่วมมือและส่งเสริมให้มีการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู  ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญ  รักษาความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่การงาน  ปกป้องและสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมเกี่ยวกับวิชาชีพครู

9.  มีความเป็นประชาธิปไตยในการปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต  พฤติกรรมหลัก  คือ  รังฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  และมีเหตุผล  ส่วนพฤติกรรมบ่งชี้  คือ  เปิดโอกาสให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็น  รับฟังความคิดเห็นและข้อโต้แย้งของผู้อื่น  ยอมรับและปฏิบัติตามความคิดที่มีเหตุผล  โดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก  และใช้หลักการและเหตุผลในการตัดสินใจและแก้ปัญหา

ต่อมาในปี  พ.ศ. 2539  คุรุสภาประกาศใช้จรรยาครูใหม่  วันที่  7  พฤษภาคม  พ.ศ. 2539  เพื่อให้เหมาะสมกับครูไทยในยุคปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่าจรรยาบรรณ  5  ข้อแรก  มีความสำคัญในระดับที่ครู  “ต้อง”  กระทำหรือไม่กระทำ  ส่วน  4  ข้อหลังมีน้ำหนักลดหลั่นกันลงมา  แต่ก็สำคัญและจำเป็นต่อความเป็นครู  โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูระดับ  “มืออาชีพ”   จรรยาบรรณแต่ละข้อมีข้อความที่กระชัก  กะทัดรัดและเจาะจง  แต่การตีความและความเข้าใจของแต่ละคนอาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด  ดังนั้นคุรุสภาจึงได้จัดทำคำอธิบายขึ้น  เพื่อชี้ให้เห็นเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของจรรยาบรรณครูแต่ละข้อเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน  (สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.  2540)

จรรยาบรรณข้อที่  1 ครูต้องรักและเมตตาศิษย์  โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริม  ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า

จรรยาบรรณข้อที่  2 ครูต้องอบรม  สั่งสอน  ฝึกฝน  สร้างเสริมความรู้  ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้แก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ

จรรยาบรรณข้อที่  3 ครูต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์  ทั้งทางกาย  วาจา และจิตใจ

จรรยาบรรณข้อที่  4 ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย  สติปัญญา  จิตใจ  อารมณ์  สังคมของศิษย์

จรรยาบรรณข้อที่  5 ครูต้องไม่แสวงประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและไม่ใช้ศิษย์กระทำการใดๆ  อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ

จรรยาบรรณข้อที่  6 ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ  ด้านบุคลิกภาพ  และวิสัยทัศน์  ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ  เศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองอยู่เสมอ

จรรยาบรรณข้อที่  7 ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู  และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การวิชาชีพ

จรรยาบรรณข้อที่  8 ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์

จรรยาบรรณข้อที่  9 ครูพึงประพฤติ  ปฏิบัติตน  เป็นผู้นำในการอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย

ดังนั้นผู้ที่เป็นครูจึงต้องมีคุณธรรม  ซึ่งเป็นคุณธรรมของครู  หมายถึง  คุณสมบัติที่เป็นความดี  ความถูกต้อง  เหมาะสม  ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจของครู และเป็นแรงผลักดันให้ครูกระทำหน้าที่ของครูอย่างถูกต้องเหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์  ซึ่ง  ยนต์  ชุ่มจิต (2531 : 141 – 142)  ได้สรุปความสำคัญของคุณธรรมของครูไว้  4  ด้าน  คือ

ด้านตัวครู
1.1     สัมมาทิฏฐิ  การเห็นชอบ  หมายถึง  การเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม  เป็นแสงสว่างส่องทางให้พ้นทุกข์  ครูทั้งหลายหากมีสัมมาทิฏฐิและถือปฏิบัติเป็นอย่างดีย่อมเป็นครู
1.2  สัมมาสังกัปปะ  การดำริชอบ  หมายถึง  การคิดอย่างฉลาด  รอบคอบ  รู้จัก  ไตร่ตรอง  เป็นผู้มีวิธีคิด  รู้จักใช้ความคิดในทางที่ถูกต้องดีงาม  คิดในทางสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง  ต่อศิษย์ และต่อสังคม

1.3  สัมมาวาจา  การพูดจาชอบ  หมายถึง  การไม่พูดจาส่อเสียด  ไม่เพ้อเจ้อ  ไม่พูดหยาบและไม่พูดปดพูดเท็จ  วิธีพูดของครูมีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของศิษย์เสมอ  หากครูพูดด้วยความจริงใจ  อ่อนโยน  ไพเราะ  ย่อมทำให้ศิษย์มีความเคารพและรักนับถือ

1.4  สัมมากัมมันตะ  การทำการงานชอบ  หมายถึง  การกระทำกิจการต่างๆ  ด้วยความเต็มใจ  และตั้งใจอย่างเต็มความสามารถ  เพื่อให้เกิดผลดีต่อผู้เกี่ยวข้อง

1.5     สัมมาอาชีพ  การเลี้ยงชีวิตชอบ  หมายถึง  การทำอาชีพสุจริต  และไม่ผิดกฎหมายทั้งหลาย

1.6  สัมมาวายามะ  การเพียรชอบ  หมายถึง  การมุ่งมั่นพยายามในทางดี  ครูต้องมีความเพียร  คือ  พยายามศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ  มีมานะพยายามสร้างความก้าวหน้าในชีวิตและหน้าที่การงานตามทำนองคลองธรรม

1.7  สัมมาสติ  การระลึกชอบ  หมายถึง  การพิจารณาไต่ตรองในทางที่ถูก  ทั้งมีสติปัญญาเฉียบแปลมรอบคอบ  ในการผจญปัญหาต่างๆ

1.8  สัมมาสมาธิ  ความตั้งใจมั่นชอบ  หมายถึง  การตั้งอยู่ในความสงบ  ไม่ปล่อยให้กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นจนทำให้หลงผิด  หากครูผู้มีความตั้งใจมั่นชอบย่อมเป็นผู้ประสพความสำเร็จในการดำเนินอาชีพครู

สรุป  อริยมรรคนี้จำแนกได้เป็น  3  กลุ่ม  คือ

กลุ่มแรก  ได้แก่  สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะเป็นเรื่องของปัญญาหรือความสว่าง  กล่าวคือ  ผู้มีปัญญาหรือความสว่างย่อมรู้  และคิดในทางที่ถูกและที่ดี

กลุ่มที่สอง  คือ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  และสัมมาอาชีวะ  เป็นกลุ่มธรรมที่เกี่ยวกับการรักษาศีลหรือความสะอาด  ผู้มีธรรมเหล่านี้ย่อมไม่เกิดความสับสน  วุ่นวาย  ทะเลาะเบาะแว้งแข่งขันชิงดีชิงเด่น

กลุ่มสุดท้าย  คือ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ  เป็นธรรมที่เกี่ยวกับสมาธิหรือความสงบ

พรหมวิหาร  4  เป็นธรรมที่ค้ำจุนโลก  ครูจะต้องมีธรรมประจำใจอันประเสริฐนี้เพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนที่ดีงาม  ได้แก่

2.1     เมตตา  คือ  ความรักใคร่  ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข  มีจิตใจที่ดีงาม  ผู้ที่เป็นครูอาจารย์จะต้องมีเมตตาเป็นที่ตั้ง

2.2     กรุณา  ความสงสาร  เอ็นดูศิษย์  พึงช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์และความไม่รู้

2.3  มุทิตา  คือ  ความชื่นชมยินดีเมื่อศิษย์ได้ดี  และยกย่องเชิดชูให้ปรากฏ  อันเป็นการให้กำลังใจและช่วยให้เกิดความภูมิใจในตนเอง

2.4  อุเบกขา  คือ  การวางตัววางใจเป็นกลาง  อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา  มีจิตเรียบตรงเพียงธรรมดุจตราชั่ง  ไม่เอนเดียงด้วยรักหรือชัง  พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม  พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเมื่อผู้อื่นร้อนเป็นทุกข์
ฆราวาสธรรม  4  เป็นหลักธรรมที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับการครองเรือน  และหลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์  มี  4  ประการ  คือ

3.1  สัจจะ  คือ  ความจริง  ความซื่อตรง  ซื่อสัตย์ และจริงใจ  ซึ่งจำแนกออกได้เป็นสัจจะต่อตนเอง  ต่อผู้อื่น  ต่อหน้าที่การงาน และต่อประเทศชาติ

3.2     ทมะ  คือ  การฝึกฝน  การข่มใจ  ฝึกนิสัย  รู้จักควบคุมจิตใจ  แก้ไขข้อบกพร่อง   ตั้งมั่นในจุดหมาย  ไม่ท้อถอย

3.3  จาคะ  คือ  การเสียสละ  การให้รู้จักละกิเลส  มีใจกร้าวพร้อมที่จะรับฟังความทุกข์  ความคิดเห็น  แสดงความต้องการของผู้อื่น  พร้อมที่จะร่วมมือ  ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น


สังคหวัตถุ  4  เป็นหลักธรรมที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับการยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และการประสานความสามัคคีในกลุ่มคน  ประกอบด้วย
4.1     ทาน  หมายถึง  การให้  ครูอาจารย์จะต้องให้คำแนะนำสั่งสอน   ให้ความรู้และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ

4.2  ปิยวาจา  หมายถึง  พูดจาด้วยน้ำใจหวังดี  มุ่งให้เป็นประโยชน์และเกิดผลดี  ทำให้เกิดความเชื่อถือและเคารพนับถือ

4.3  อัตถจริยา  หมายถึง  การประพฤติอันเป็นประโยชน์  การขวนขวายช่วยเหลือกิจการสาธารณประโยชน์  ตลอดจนช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรมแก่ผู้อื่น

4.4  สมานัตตตา  หมายถึง  การทำตนให้เสมอต้นเสมอปลาย  ตลอดจนการวางตัวให้เหมาะแก่ฐานะ  ภาวะ  บุคคล  เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม
อิทธิบาท  4  เป็นหลักธรรมที่ทำให้ทำงานประสพความสำเร็จ  ประกอบด้วย
5.1  ฉันทะ  คือ  ความพึงพอใจ  ความต้องการที่จะทำ  ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ  และปรารถนาทำให้ได้ผลดียิ่งๆ  ขึ้นไป

5.2     วิริยะ  คือ  ความเพียร  ขยันหมั่นเพียรประกอบสิ่งนั้นๆ  ด้วยความพยายามเข้มแข็งอดทน

5.3  จิตตะ  คือ  ความคิดตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด  เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านจากสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ

5.4  วิมังสา  คือ  ความไตร่ตรอง  หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และมีการวางแผน  ปรับปรุงงานอยู่เสมอ
การพัฒนาคุณธรรมของครู
คุณธรรมเป็นอุปนิสัยอันดีงามที่สะสมอยู่ในจิตใจ  ซึ่งได้มาจากความเพียรพยายามที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง  ดีงาม  ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน  คุณธรรมจะมีความสัมพันธ์กับหน้าที่ เพราะกระทำหน้าที่จนเป็นนิสัย  พัฒนาคุณธรรมของครูควรจะเริ่มต้นที่

คุณธรรมทางสติปัญญา  รวมทั้งความรู้ทางทฤษฎี และแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ส่งผลต่อความมีเหตุผลในการทำหน้าที่
คุณธรรมทางศีลธรรม  คือ  ความมีจิตสำนึกในสิ่งที่ดีงาม และเหตุผล  คุณธรรมทางศีลธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือติดตัวมาแต่กำเนิด  หากแต่สร้างขึ้นด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในทางศีลธรรม  ซึ่งจะสะสมอยู่ภายในจิตใจของครู

คุณธรรมบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จ
ครูเป็นบุคคลที่สังคมคาดหวังว่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์และสังคม  ครูถือว่าเป็นบัณฑิตหรือผู้รู้  ครูจึงเป็นที่คาดหวังว่าจะมีคุณธรรมอันจะสามารถยกย่องได้ว่าเป็นบุคคลที่ควรเคารพบูชาหรือเป็นปูชนียบุคคล  ซึ่งครูควรเป็นคนดีมีศีลธรรม  ซึ่งท่านอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ  (2542 : 7)  ได้กล่าวไว้ดังนี้

หาคนดีมีศีลธรรมในใจ  หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา   ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว  ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ  เพราะเงินล้านๆ  ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจเหมือนได้คนดีมาทำประโยชน์  คนดีแม้เพียงคนเดียวยังสามารถทำความเย็นให้แก่โลกได้มากมายและยั่งยืน  เช่น  พระพุทธเจ้า  และพระสาวกทั้งหลายเป็นตัวอย่าง  คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกอง  เป็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไป  มากกว่าเกิน  แม้จะจนก็ยอมจนขอแต่ให้ตัวดีและโลกมีความสุข  แต่คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดี  ขอแต่ได้เงินแม้ถ้าตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิด  สนใจดู  ถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรไม่หลีกเลี่ยง  ขนาดยมบาลเกลียดกลัวไม่ยอมนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา  กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อน  ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจ  ส่วนจะผิดถูกประการใดเขาไม่ยุ่งเกี่ยว  คนดีกับคนชั่ว  สมบัติเงินทองกับธรรมะ  คือ  คุณความดีผิดกันอย่างนี้แล

ในเรื่องคุณความดี  ธรรมต่างๆ  ที่ครูพึงศึกษาให้ชีวิตมีความสุขและความสำเร็จนั้น  ได้กล่าวมาบ้างแล้วตั้งแต่บทที่  1  จนถึงบทที่  3  ได้กล่าวถึงปัญหาทางด้านคุณธรรมในสังคมไทย  ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน  แม้แต่กับครูเอง  แต่ปัญหาเหล่านั้นจะน้อยลงหรือหมดไปถ้าครูมีคุณธรรม  ซึ่งครูที่ดีจึงควรได้ศึกษาถึงคุณธรรมที่จะเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตการเป็นครูจะได้เป็นบุคคลที่สมควรเคารพบูชาหรือปูชนียบุคคล

จากการสำรวจมาตรฐานความประพฤติของครู  โดยกองมาตรฐานวิชาชีพครู  (2532 : 26)  พบว่า  จำนวนครูที่มีอยู่ในการสำรวจ  532,703  คน  มีครูที่มีความประพฤติผิดนอกรีดนอกรอยในทุกกรณีที่มีความผิด  มีจำนวนเพียง  948  คน  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ  0.18

ถ้ามาพิจารณาดูด้วยใจที่เป็นกลาง  ผู้เขียนเห็นว่ามีครูบางส่วน  หรือจำนวนน้อยที่มีข้อบกพร่อง  มีปัญหาทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตนให้เป็นครูที่ดีได้  คิดแล้วยังไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์  แสดงว่ามีครูดีอยู่ถึง  99  เปอร์เซนต์  แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้าครูที่มีปัญหาเหล่านั้นเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์  หรือแพร่ในสังคม  คนทุกคนก็จะถูกกระทบกระเทือนไปด้วย  เพราะสังคมพิจารณาและเห็นว่า  ครูเป็นผู้ทำผิดไม่ได้  ครูขาดคุณธรรมก็ไม่ได้เช่นกัน  เพราะครูเป็นบุคคลที่สังคมไว้วางใจ  ให้การยกย่องนับถือ  ต้องการให้เป็นแบบอย่างหรือผู้นำที่ดีแก่ลูกหลานของบุคคลในสังคม  การประพฤติตนที่มีปัญหาทั้งกับตัวเองกับลูกศิษย์ และกับสังคม  ย่อมเป็นการทำลายคุณค่าในอาชีพครูและตัวครูเอง

ฉะนั้นครูที่ดีและผู้ที่จะเป็นครูในอนาคตจึงควรศึกษาหลักธรรมในพุทธศาสนาให้เข้าใจ และนำไปปฏิบัติให้ได้ผลดีต่อตนเอง  ต่อลูกศิษย์และต่อประเทศชาติ

คุณธรรมที่จะช่วยให้ครูได้ประกอบอาชีพอย่างมีคุณค่า  จะช่วยให้ครูยังเป็นปูชนียบุคคล  ที่จะกล่าวต่อไปมีหลายด้าน  ในที่นี้จะแบ่งเป็น  3  ด้านใหญ่ๆ  คือ

ธรรมะใช้ปฏิบัติเป็นพื้นฐานของชีวิต
ธรรมะที่พึงปฏิบัติเพื่อความเจริญของส่วนรวม
ธรรมะที่พึงปฏิบัติเพื่อความเจริญส่วนตัว

ทฤษฎีและแนวคิดการพัฒนาคุณธรรม

การพัฒนาคุณธรรมของมนุษย์มีการพัฒนาเป็นลำดับจากวัยทารกจนถึงตลอดชีวิตต้นกำเนิดของแหล่งที่ก่อให้เกิดการพัฒนาทางคุณธรรมมาจากอิทธิพลของสังคมและพันธุกรรมคำว่า สังคม ในที่นี้คือ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งที่เป็นบุคคล และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติอื่นๆ ส่วนพันธุกรรม ได้แก่ ความสามารถในการรู้คิด และพัฒนาขึ้นตามลำดับขั้นอายุ วุฒิภาวะหรือประสบการณ์ที่ผู้นั้นประสบอยู่ การพัฒนามีลักษณะทฤษฎีที่สำคัญแบ่งเป็น 3 แนวทางใหญ่คือ (ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 29-37)

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของฟรอยด์ (Freud) เชื่อว่า คุณธรรมกับมโนธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มนุษย์อยู่ในสังคมกลุ่มใดก็จะเรียนรู้ความผิดชอบชั่วดีจากสิ่งแวดล้อมในสังคมนั้น จนมีลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมที่เรียกว่าเอกลักษณ์ เป็นกฎเกณฑ์ให้ประพฤติปฏิบัติตามข้อกำหนดโดยอัตโนมัติ คนที่ทำชั่วแล้วรู้สึกสำนึกเกิดหิริโอตตัปปะละอายใจตนเองถือว่าได้รับการลงโทษด้วยตนเอง เมื่อสำนึกแล้วพึงละเว้นไม่ปฏิบัติอีกโดยไม่ต้องมีสิ่งควบคุมจากภายนอก เป็นการสร้างมโนธรรมขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องสนใจองค์ประกอบของลำดับขั้นพัฒนาการทางคุณธรรม

ในลักษณะทฤษฎีเช่นนี้บทบาทของการศึกษาคือ การพัฒนาทางด้านจิตใจเพื่อเสริมสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมต้องการ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาเพื่ออบรมฝึกฝนการนำสติปัญญาไปใช้เป็นประโยชน์แก่กล้ายิ่งขึ้น พยายามแสวงหาจุดมุ่งหมายเพื่ออบรมฝึกฝนการนำสติปัญญาไปใช้เป็นประโยชน์แก่กล้ายิ่งขึ้น พยายามแสวงหาจุดมุ่งหมายให้แก่ชีวิต คือ ความเป็นอยู่อย่างดีที่สุด หรือการมีอิสรภาพ กรศึกษาจึงเป็นกิจกรรมของชีวิต โดยชีวิต เพื่อชีวิต เป็นความสามารถเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน (พระราชวรมุนี. 2518 : 71)

2. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) เป็นกระบวนการสังคมประกิต โดยการซึมซาบ กฎ เกณฑ์ต่างๆ จากสังคมที่เติบโตมา รับเอาหลักการเรียนรู้เชื่อมโยงกับหลักการเสริมแรง และการทดแทนสิ่งเร้า รับแนวคิดของทฤษฎีจิตวิเคราะห์เป็นรูปแบบ โดยยึดถือว่าการเรียนรู้ คือ การสังเกตเลียนแบบจากผู้ใกล้ชิดเพื่อแรงจูงใจ คือ เป็นที่รักที่ยอมรับในกลุ่มพวกเดียวกับกลุ่มต้นแบบเพื่อเป็นพวกเดียวกัน

ในลักษณะเช่นสถาบันหรือกลุ่มสังคมมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือโรงเรียน จะได้รับความคาดหวังจากสังคมอย่างมากในการเป็นสถาบันที่ปลูกฝังรูปแบบและเสริมสร้างการเลียนแบบจากตัวอย่างในสังคมให้แก่นักเรียนพึงระมัดระวัง

ในการสอน เพราะถ้าขาดความสามารถในการอธิบายเหตุผลให้เด็กเลียนแบบ ใช้อารมณ์และวางอำนาจแทน จะทำให้เด็กรู้สึกเป็นศัตรูต่อผู้ควบคุมพฤติกรรมทุกระดับ ตั้งแต่บิดามารดา ครู

ไปจนถึงตำรวจ พึงอบรมให้เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้สึกละอายที่ทำชั่ว ความคิดเหตุผลและความสม่ำเสมอในการลงโทษและให้รางวัลเด็ก เป็นที่ยอมรับว่าโรงเรียนเป็นสถานศึกษาที่อบรมกล่อมเกลาให้นักเรียนมีคุณธรรมเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติจึงมีหน้าที่ต้องจัดและพัฒนาสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรม (ชำเลือง วุฒิจันทร์. 2524: 140-142)

3. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้เห็นว่าคุณธรรมเกิดจากแรงจูงใจในการปฏิบัติตนสัมพันธ์กับสังคม การพัฒนาคุณธรรมจึงต้องมีการพิจารณาเหตุผลเชิงคุณธรรมตามระดับสติปัญญาของแต่ละบุคคล ซึ่งมีวุฒิภาวะสูงขึ้นการรับรู้คุณธรรมก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ

นักจิตวิทยาที่สนใจศึกษาในแนวทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาคือ เพียเจต์ และโคลเบอร์ก

ทฤษฎีพัฒนาการทางคุณธรรมเพียเจต์

เพียเจต์ (Piaget. 1932 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 30-35) เป็นผู้เริ่มศึกษาพัฒนาการทางคุณธรรมของเด็ก และมีความคิดว่าพัฒนาการทางคุณธรรมของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความฉลาดในการที่จะรับรู้เกณฑ์และลักษณะต่างๆ ทางสังคม ดังนั้นพัฒนาการทางคุณธรรมของบุคคลจึงขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลนั้นๆ และได้แบ่งชั้นของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้น คือ

1. ขั้นก่อนคุณธรรม (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี) ยังไมเกิดคุณธรรม แต่สามารถเรียนรู้จากประสาทสัมผัสและมีพัฒนาการทางสติปัญญาในขั้นต้น

2. ขั้นเชื่อฟังคำสั่ง (อายุ 2-8 ปี) เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ มีการคิดก่อนปฏิบัติการตามคำสั่ง ซึ่งในขณะแรกเริ่มจะไม่คำนึงถึงเหตุผลของคำสั่งนั้น

3. ขั้นยึดหลักแห่งตน (อายุ 8-10 ปี) เกิดหลักความคิดพัฒนาการทางสติปัญญาสูงขึ้นตามประสบการณ์ทางสังคม คลายความเกรงกลัวอำนาจภายนอก เริ่มมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

จุดประสงค์หลักของเพียเจต์ คือ การสำรวจธรรมชาติในการตัดสินคุณธรรมของเด็กได้ทำวิจัยในเจนีวาโดยศึกษาเด็กเป็นรายบุคคลในเรื่อง ต่อไปนี้

1. เจตคติของเด็กที่มีต่อกฎ

2. การตัดสินของเด็กเกี่ยวกับความถูกต้องและความผิด

3. การประเมินค่าความยุติธรรมในการตัดสิน

เพียจ์ เริ่มกำหนดว่าความงอกงามในการตัดสินด้านคุณธรรมมีลำดับพัฒนาการเป็นระยะๆ โดยขึ้นอยู่กับการวางรูปแบบในความก้าวหน้าในการเรียนรู้ มากกว่าการเรียนรู้กฎโดยการให้รางวัลและการลงโทษ คือการลอกเลียนแบบอย่างเท่านั้น และได้กล่าวอีกว่า คุณธรรมประกอบขึ้นด้วยระบบของกฎและการคงอยู่ของคุณธรรม จะค้นหาได้จากความเชื่อถือ ซึ่งแต่ละรายบุคคลพยายามที่รับกฎเหล่านั้น

ทฤษฎีของโคลเบอร์ก (Kohlberg’s Theory)

โคลเบอร์ก (Kohlberg. 1981 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 30-31) เป็นนักการศึกษาด้านคุณธรรมที่มีชื่อเสียงมาก เป็นผู้นำทฤษฎีจริยศึกษาที่สังเคราะห์เอาขอบเขตความรู้ทางปรัชญา จิตวิทยา สังคมวิทยา และศึกษาศาสตร์มาประกอบกันขึ้นเป็นทฤษฎีบูรณาการ (Integrated Theory) และนำเอามาใช้ในการจัดการด้านจริยศึกษา (Moral Education)

4. การทำตามหน้าที่ในสังคม

5. การทำตามกฎเกณฑ์และข้อสัญญา

6. การยึดในมโนธรรมตามหลักสากล

โคลเบอร์ก วิเคราะห์หลักคุณธรรมว่าเป็นลำดับหรือระบบของแนวทางสำหรับเผชิญการเลือกที่จะปฏิบัติในสิ่งที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายวิธี พัฒนาการทางคุณธรรมมี 6 ลำดับขั้นที่อาจนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆ ที่จะเลือกได้ในสถานการณ์ของการพิจารณาสิ่งที่เป็นคุณธรรมลำดับขั้นของการพัฒนาการทางคุณธรรม มีดังต่อไปนี้

1. การเชื่อฟังและการลงโทษ พิจารณาในด้านประเด็นของการถือเอาอัตราของตัวเองเป็นใหญ่

2. การแสวงหารางวัล เป็นเป้าหมายตามลักษณะเฉพาะรายบุคคล และการแลกเปลี่ยนกันอย่างเสมอภาคที่ตกลงกัน เพื่อจะยอมรับความคิดเห็นของกันและกันในสังคม เพื่อแสวงหารางวัล

3. การทำความเห็นชอบของผู้อื่น ความสัมพันธ์และการทำตามรูปแบบตามที่ผู้อื่นเห็นชอบเป็นการแลกเปลี่ยนกันในความคาดหวัง การติดต่อประสานงานและความศรัทธายึดมั่นไว้วางใจต่อผู้อื่น โดยการปฏิบัติที่ดีงามต่อกันตามบทบาทและหน้าที่ของตน

4. การทำตามหน้าที่ในสังคม ระบบสังคมและความมีสติรับผิดชอบที่จะให้มีการดำเนินการตามหน้าที่ที่ตนกระทำในสังคมนั้น เพื่อรักษาระเบียบทางสังคมทำหน้าที่ของสังคมจึงต้องรักษาสถาบันให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยส่วนรวม

5. การทำตามกฎเกณฑ์และข้อสัญญา สิทธิพื้นฐานและพันธสัญญาทางสังคมที่จะใช้กับประชาชนโดยส่วนรวม จะต้องยึดถือค่านิยมซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป รวมทั้งความคิดเห็นซึ่งมีอยู่เฉพาะกลุ่ม นำมารวมกันเป็นพันธสัญญาของสังคมร่วมกัน

6. การยึดในมโนธรรมตามหลักสากล หลักคุณธรรมสากลถือเป็นการแนะแนวทางให้มนุษยชาติกระทำตามข้อกำหนดของสังคมพื้นฐานของแต่ละแห่งโดยภาพกว้างและลึก การถือเอาความเคารพนับถือในบุคคลอื่นเป็นจุดหมายมิใช่เป็นวิธีการ ความยุติธรรมคือสัจธรรม ไม่ขึ้นกับวัฒนธรรมเฉพาะแห่งหรือสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น

การวิเคราะห์คุณธรรมของโคลเบอร์ก เปิดเผยให้เห็นถึงเรื่องสำคัญ คือ

1. หลักคุณธรรม เป็นข้อปฏิบัติหรือแนวทางเมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกในคุณธรรมหลายทาง และการปฏิบัติคุณธรรมต่างๆ

2. การตัดสินที่เป็นมาตรฐานจนยึดเป็นกฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาขัดแย้งต่างๆ ได้ตามความต้องการ หลักคุณธรรมจึงต้องเป็นไปตามหลักสากลและเป็นค่านิยมที่ได้รับการยอมรับนับถือโดยทั่วไป

จอห์น ดิวอี้ (John Dewey)

ดิวอี้ (Dewey.1975 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 35-36) เสนอประเด็นที่ว่า หลักคุณธรรมจะไม่แยกออกจากชีวิตในสังคมของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีการสมาคมร่วมกันอยู่ดังนั้นโรงเรียนจึงเป็นรูปแบบของชีวิตในสังคม มิใช่เป็นการเตรียมตัวสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

คุณธรรมคือ หลักความประพฤติที่มีการฝึกอบรมให้เป็นความประพฤติของพลเมืองดี โดยเน้นที่รายบุคคลเท่ากับที่ตระหนักถึงผลทางสังคมที่จะดำรงรูปแบบของสังคมนั้น ดังนั้นหลักคุณธรรมจึงไม่มีใครคนใดคนหนึ่งผูกขาดการตัดสิน ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติไม่สร้างรูปแบบเฉพาะภูมิภาคหรือวิถีชีวิตเพียงใดอย่างหนึ่ง การแปลความหมายคุณธรรมในชีวิตสังคมซึ่งเต็มไปด้วยการเร่งรุดหน้าที่จะสร้างลักษณะนิสัยของบุคคลโดยเน้นความสำคัญในด้านจิตวิทยาในการจัดจริยศึกษา

อุปกรณ์การให้ความรู้ทางคุณธรรมมีความรู้สึกรับผิดชอบเป็นส่วนช่วยได้มาก ผลงานของโรงเรียนตัดสินได้จากความสำเร็จในการพัฒนาความสามารถในการตัดสินคุณธรรมของแต่ละบุคคลได้ นักการศึกษาจะต้องจัดกิจกรรมนักเรียนโดยการเสริมสร้างพลังในการดำเนินกิจกรรมด้วยตัวนักเรียนเอง ใช้สติปัญญาโดยไม่ละทิ้งหลักคุณธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

จอห์น วิลสัน (John Wilson)

วิลสัน (Wilson. 1985 อ้างอิงใน ประภาศรี สีหอำไพ. 2543 : 37) ได้เสนอหลักการใช้เหตุผลอย่างมีระบบว่า คุณธรรม คือ ระดับในการกำหนดคุณสมบัติของคนในสังคมตามความรู้สึก ความสนใจที่วัดได้จากคนอื่น ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาและอารมณ์ของมนุษย์ได้แก่ เจตคติ ความเชื่อถือ และความคิดทางคุณธรรม ซึ่งตรงกับความสนใจของผู้อื่น

หลักคุณธรรมสามารถจำกัดความเหมือนคำว่า คำนิยม (Values) เข็มทิศที่เป็นตัวชี้บอกคุณค่า คือ ความเชื่อ ความเห็น เจตคติ ความสนใจ หรือการปฏิบัติที่บุคคลทำอย่างแยกตัวเป็นอิสระออกมาให้ผู้อื่นได้รู้ว่ากำลังดำเนินการวางรูปแบบของค่านิยมขึ้นมา ค่านิยมเป็นผลผลิตของประสบการณ์ส่วนตัวด้วยอย่างหนึ่ง

จากทฤษฎีและแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางคุณธรรม สรุปได้ว่าพัฒนาการทางคุณธรรมของบุคคลได้รับอิทธิพลมาจากสังคมเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่เกิดมาในแต่ละสังคมจะต้องเรียนรู้และยอมรับกฎเกณฑ์ จารีตประเพณีในสังคมของตน จะก่อให้เกิดความสุข และเป็นที่ยอมรับของสังคม

ที่มา: https://educ105.wordpress.com

รูปภาพ :http://movie.kapook.com/view8153.html

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*