ปลาร้า ประโยชน์ มากกว่ารสชาติ

“ปลาร้า” ถือเป็นอาหารเอื้ออาทรชั้นดึกดำบรรพ์ และไม่ใช่คนไทยเป็นเจ้าของชาติเดียวแต่ต้องเรียกว่า“อาหารแห่งอุษาคเนย์” ดุจเดียวกับปลาดิบแห่งญี่ปุ่นหรือกิมจิของเกาหลี โดยมีการพบไหปลาร้าโบราณในแหล่งมอญ-เขมรมาก” คำกล่าวของ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

สารอาหารที่ให้ประโยชน์ของปลาร้า มีดังนี้

ปลาร้า เป็นแหล่งวิตามินเค ที่ยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับถั่วเน่า เต้าหู้ยี้ของบ้านเราหรือ “นัตโตะ” ถั่วเน่าญี่ปุ่น โดย วิตามินเค นั้นช่วยทั้งหยุดเลือดและช่วยนำพาแคลเซียมเข้ากระดูกได้ดี และยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ประโยชน์ต่อร่างกายอีกมายมาย

ค่าเฉลี่ยของสารอาหารในปลาร้า 100 กรัม

สารอาหารในเนื้อปลาร้า ประกอบด้วย

คาร์โบไฮเดรท (1.75กรัม)
ไขมัน (6.0กรัม)
โปรตีน (14.5กรัม)
พลังงาน (117.5กิโลแคลอรี่)

สารอาหารในน้ำปลาร้า ประกอบด้วย

คาร์โบไฮเดรท (0.0กรัม)
ไขมัน (0.6กรัม)
โปรตีน (3.2 กรัม)
พลังงาน (18.2 กิโลแคลอรี่)

วิตามินและแร่ธาตุในปลาร้า ประกอบด้วย

วิตามิน เอ
วิตามิน บี 1
วิตามิน บี 2
ไนอาซีน
แคลเซียม
ฟอสฟอรัส
เหล็ก

วิตามินในเนื้อปลาร้า ประกอบด้วย

วิตามิน เอ (195.0หน่วยสากล)
วิตามิน บี 1 (0.02มิลลิกรัม)
วิตามิน บี 2 (0.16มิลลิกรัม)
ไนอาซีน (0.60มิลลิกรัม)
แคลเซียม (939.55มิลลิกรัม)
ฟอสฟอรัส (648.2มิลลิกรัม)
เหล็ก (4.25มิลลิกรัม)

วิตามินในน้ำปลาร้า ประกอบด้วย

วิตามิน เอ (0.0หน่วยสากล)
วิตามิน บี 1 (0.0มิลลิกรัม)
วิตามิน บี 2 (0.0มิลลิกรัม)
ไนอาซีน (0.0มิลลิกรัม)
แคลเซียม (76.5มิลลิกรัม)
ฟอสฟอรัส (42.5มิลลิกรัม)
เหล็ก (0.0มิลลิกรัม)

ในทางกลับกัน ปลาร้า ก็มีสารก่อโทษต่อร่างกายเช่นกัน และสารที่อาจเป็นพิษ มีดังนี้

1. เชื้อพิษ มักเกิดจากขั้นตอนในการทำ นั่นคือต้องการหมักให้เน่าเร็ว ทำให้ไหปลาร้ามีสภาพไม่ต่างจาก“รังเชื้อโรค” ซึ่งเชื้อบางอย่างถือเป็นเชื้อที่ดี หนอนในปลาร้าก็สามารถรับประทานได้ แต่บางครั้งในขั้นตอนการทำ หรือตอนตากเปิดไว้อาจมี “เชื้อร้าย” ปนเปื้อนเข้าไป

2. เคมีพิษ โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง ชื่อ “ไนโตรซามีน” เกิดจากการหมักจนได้ที่ แล้วเกิดปฏิกิริยากับดินประสิวเช่นเดียวกับในกุนเชียง ไส้กรอก

เคยมีคำกล่าวทำนองที่ว่า หากกินปลาร้าแล้วจะทำให้หน้าแก่นั้น ก็เป็นเพราะว่าในปลาร้ามีน้ำย่อยชนิดหนึ่ง ชื่อ “ไทอะมิเนส” ที่ย้อยวิตามินบี1 ที่เป็นสารจำเป็นสำหรับเส้นประสาทและผิวหนัง ถ้าขาดไปก็จะทำให้ผิวหนังดูไม่สดใสได้ แต่นั่นเป็นในกรณีที่รับประทานปลาร้าเป็นประจำ และเป็นปลาร้าดิบเท่านั้น ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกรับประทานปลาร้าที่ผ่านการทำสุกกแล้วจะดีกว่า เพื่อป้องกันเชื้อโรค หรือเพื่อคงคุณค่าของวิตามินบี1 เอาไว้

เคล็ดลับในการกินปลาร้าให้ได้ดีไม่เสียรสเสียชาติ ดังนี้
1. จับปลาร้าทำกับข้าวให้ถูกชนิด เช่น ถ้าปลาร้าชิ้นใหญ่ อย่างปลาร้าปลาช่อน ก็ทอดเอาจะอร่อย ถ้าปลาร้าชิ้นเล็กอย่างปลาร้าปลากระดี่ก็เอามาหลน
2. รับประทานปลาร้ากับผักเขียวจัด เพราะปลาร้า เท่ากับ แคลเซียม และ ผักเขียว เท่ากับ แมกนีเซียม ถ้าแคลเซียมเจอแมกนีเซียมแล้วมันจะจูงมือกันสร้างกระดูกให้เราได้ดีทีเดียว
3. รับประทานปลาร้าสุก โดยเคล็ดในการทำปลาร้าสุกให้อร่อยไม่แพ้กินดิบก็คือ ต้องสับให้ละเอียดจนก้างป่น เช่น สับพร้อมเครื่องปรุงอย่างพริกคั่วจนหอมให้ละเอียดไปด้วยกัน
4. ระวังปลาร้าปนยาฆ่าแมลง รวมถึงปลาแห้ง ปลาป่น ปลาเค็มด้วย สังเกตง่ายๆ ถ้าไม่มีแมลงวันตอม แสดงว่าปลาร้ามียาฆ่าแมลงปนอยู่แน่นอน
5. ถ้ากำลังหัดรับประทานปลาร้า ขอให้เริ่มจากปลาร้าหลนก่อน เพราะคนชอบผักก็กินได้ คนชอบปลาร้าก็กินดี แล้วราย ไหนรายนั้นมักติดใจกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
www.baanmaha.com/community/thread9677.html
www.guru.google.co.th/guru/thread?tid=25df62ad8992a0df

http://www.todayhealth.org

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก :
www.oknation.net

www.th.openrice.com
www.manager.co.th/
อ่านเพิ่มเติมได้ที่  www.krooesan.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*