เปลี่ยน” Public School” เป็น “รร.ร่วมพัฒนา “

เปลี่ยน” Public School” เป็น “รร.ร่วมพัฒนา ” เปลี่ยนชื่อ Public School เป็น “โรงเรียนร่วมพัฒนา “

ดึงความร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น “หมออุดม” เผยมีภาคเอกชน 10 แห่ง แสดงความจำนงร่วมดูแล โรงเรียนกว่า 70 โรงแล้ว คาด 23 เม.ย. เคาะอีกรอบ ยันทัน เปิดเทอม ปี 61 นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบ Public School ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้มีการเปลี่ยนชื่อจาก Public School เป็น Partnership School หรือโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อให้มีความชัดเจนว่าเป็นโรงเรียนที่เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น

 

โดยจะร่วมมือตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และภาคมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างจากโรงเรียนประชารัฐ ที่ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเท่านั้น แต่โรงเรียนร่วมพัฒนา เอกชนไม่ได้เข้ามาช่วยเท่านั้นแต่ต้องเข้ามาพัฒนา บริหารจัดการ ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาเป็นกรรมการโรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนร่วมพัฒนาจะเป็นการยกระดับกระบวนการเรียนการสอน และเพิ่มความเข้มข้นในส่วนของภาคเอกชน และหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาโรงเรียน อีกทั้งโรงเรียนรูปแบบดังกล่าว จะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการโรงเรียนในอนาคตของ ศธ. ทั้งหมด เพราะสุดท้ายถ้าการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนต้องมีลักษณะเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมประมาณ 10 บริษัท ที่แจ้งจำนงจะดูแลโรงเรียนประมาณ 70 กว่าแห่ง เช่น บริษัท มิตรผล จำกัด (มหาชน) ดูแลโรงเรียน 5 แห่ง , บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด ( มหาชน) 6 แห่ง และบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) 5 แห่ง เป็นต้น นอกจากนั้น มีบางบริษัทที่ต้องการช่วยเหลือเฉพาะเรื่องและทุกโรงเรียน เช่น บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จะเข้ามาดูแลด้านไอซีทีให้แก่ทุกโรงเรียน ไม่ได้ช่วยโรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่แจ้งความจำนงเข้ามาช่วยพัฒนาโรงเรียน แต่ยังไม่สามารถหารือกับโรงเรียนได้สมบูรณ์จึงยังไม่สรุป แต่คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ และเปิดเรียนทันปีการศึกษา2561 อย่างแน่นอน นพ.อุดม กล่าวต่อว่า และในที่ประชุมภาคเอกชนยังได้แสดงความกังวลว่าหากมีรัฐบาลใหม่การดำเนินการจัดการศึกษารูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา จะไม่ได้ดำเนินการต่อนั้น ตนได้ชี้แจงว่ารัฐบาลใหม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ดำเนินโครงการดังกล่าวได้ แต่เชื่อว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดี และมีการกำหนดในยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รองรับด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงประชาชนต้องจับตามองอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้มีการหารือถึงการบริหารงานบุคคล เช่น การจ้างครูใหม่ การทำหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องการคนมีวิสัยทัศน์และต้องอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นต้น และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ยืนยันว่าไม่มีปัญหา ปลดล็อคได้ทุกเรื่อง เพราะจากการศึกษาระเบียบต่างๆ พบว่า สามารถกระทำได้แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าทำ

ส่วนเรื่องเงินเดือน จะใช้อัตราเงินเดือนเดิมแต่จะมีเงิน Top up เพิ่มใหม่ เนื่องจากต้องมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งจัดทำแนวทางการดำเนินการในรูปแบบเชคบุค และจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อให้ดูแลโรงเรียนร่วมพัฒนาให้เกิดการบริหารจัดการได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อมีปัญหาให้ติดต่อมายังหน่วยงานดังกล่าว โดยไม่ต้องส่งเรื่องไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ หรือการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งหน่วยงานนี้จะมีเลขาฯ กพฐ.เป็นประธาน ขณะที่ วิทยฐานะยึดตามระเบียบเดิม และมีระเบียบใหม่เพิ่มเติม ด้านการเงินต่างๆ เงินที่บริจาคเข้ามา ต้องเป็นไปตามระเบียบการใช้เงินของภาครัฐโดยเน้นความคล่องตัวมากขึ้น และในการประชุมครั้งหน้า 23 เมษายนนี้ จะเชิญกรมบัญชีกลางเข้ามาหารือ เพื่อปลดล็อคระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 07:15 น.

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*