ไม่ต้องง้อยาฆ่าแมลง เรียนรู้สู้ภัย เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ด้วยวิธีธรรมชาติ

แตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู

กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้ทำการศึกษาแมลงศัตรูธรรมชาติของ
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู พบว่า มีแตนเบียนชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anagyrus lopezi เป็นแมลงที่มีประโยชน์ ช่วยทำลายเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ที่มีปัญหาระบาดทำลายมันสำปะหลังอยู่ในขณะนี้
แตนเบียนชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู นักกีฏวิทยาจากศูนย์วิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ (International Center for Tropical Agriculture, CIAT) ประเทศโคลัมเบีย สำรวจพบเป็นครั้งแรกที่ประเทศปารากวัย และนำเข้าไปใช้ควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูในประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกา ตะวันตก รวม 25 ประเทศได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี การใช้แตนเบียนควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเป็นการใช้ประโยชน์จากการควบคุมศัตรูพืชโดยธรรมชาติ ไม่มีอันตรายต่อคน สัตว์ และสภาพแวดล้อม อาจต้องใช้เวลานานเพื่อรอให้เห็นผลในการควบคุม แต่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเป็นผลสำเร็จที่ยั่งยืน

ประวัติและลักษณะของแตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู

แตนเบียนนี้ กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาจากสาธารณรัฐเบนิน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน 500 ตัว และได้นำมาศึกษาทดสอบในห้องปฏิบัติการและสภาพแปลงปลูก เพื่อศึกษาถึงความปลอดภัย
ในการนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย และการปรับตัวของแตนเบียนดังกล่าว ตลอดจนประสิทธิภาพในการเข้าทำลายเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง รวมทั้งการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากเป็นแมลงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

แตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู เป็นแมลงขนาดเล็ก มีลำตัวยาว 1.2-1.4 มิลลิเมตร สีดำสะท้อนแสง เพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ ปล้องฐานหนวดส่วนที่ต่อจากหัวมีลักษณะเป็นแผ่นแบนขนาดใหญ่กว่าหนวดปล้องอื่น ๆ ส่วนเพศผู้มีปล้องหนวดเรียวยาวทุกปล้อง นอกจากนั้น แตนเบียนเพศเมียยังมีอวัยวะวางไข่ ลักษณะคล้ายเข็มปลายแหลมเรียวยาว ซึ่งปกติจะเก็บซ่อนอยู่ใต้ท้อง ใช้สำหรับแทงฆ่า
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังโดยตรง และใช้สำหรับวางไข่ในลำตัวเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ลักษณะแตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูเพศเมีย

แตนเบียนช่วยควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังอย่างไร

แตนเบียนชนิดนี้เข้าทำลายเพลี้ยแป้งได้ 2 วิธี ได้แก่ การห้ำ และการเบียน โดยสามารถทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยแป้ง การทำลายโดยการห้ำ แตนเบียนจะออกล่าและฆ่าเพลี้ยแป้งโดยใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปในลำตัวเพลี้ยแป้งเพื่อสร้างบาดแผล จากนั้นจะใช้ปากเลียกินของเหลวจากรอยแผล เพื่อนำโปรตีนจากของเหลวในลำตัวเพลี้ยแป้งไปสร้างไข่ วิธีนี้จะทำให้เพลี้ยแป้งตายทันที เมื่อไข่พัฒนาและพร้อมที่จะวางไข่แล้ว แตนเบียนเพศเมียจะทำหน้าที่เป็นตัวเบียนโดยการใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าในลำตัวเพลี้ยแป้ง และวางไข่อยู่ภายในลำตัว เมื่อไข่ของแตนเบียนฟักเป็นตัวหนอน ตัวหนอนจะดูดกินของเหลวในลำตัว
เพลี้ยแป้ง เจริญเติบโต และเข้าดักแด้อยู่ภายใน ทำให้เพลี้ยแป้งค่อย ๆ ตายไป และตัวเพลี้ยแป้งจะมีลักษณะเป็นซากแข็ง สีน้ำตาล ซึ่งมีดักแด้แตนเบียนอยู่ภายใน เรียกว่า “มัมมี่” เมื่อพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยแล้วจะเจาะผนังมัมมี่ออกมาสู่ภายนอก และออกหาเพลี้ยแป้งเพื่อห้ำและเบียนต่อไป

แตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูเพศเมียกำลังเข้าทำลายเพลี้ยแป้งสีชมพู

ระยะเวลาตั้งแต่วางไข่ถึงตัวเต็มวัยเจาะออกจากมัมมี่ประมาณ 17-20 วัน ขนาดและความสมบูรณ์ของเพลี้ยแป้งเป็นตัวกำหนดเพศของแตนเบียน โดยแตนเบียนเพศเมียเมื่อผสมพันธุ์ แล้ววางไข่ในเพลี้ยแป้งขนาดเล็กมักจะเจริญเติบโตเป็นแตนเบียนเพศผู้ หากวางไข่ในเพลี้ยแป้งขนาดใหญ่และมีความสมบรูณ์มักจะได้แตนเบียนเพศเมีย แตนเบียน 1 ตัวสามารถฆ่าและทำลายเพลี้ยแป้งได้วันละ 20-30 ตัว ขึ้นกับขนาดของเพลี้ยแป้งที่ถูกกิน และลงเบียนเพลี้ยแป้งได้วันละ 15-20 ตัว

การปล่อยแตนเบียนในแปลงมันสำปะหลัง

หลังจากศึกษา ทดสอบ ในห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่ามีความปลอดภัยสามารถนำมาใช้ควบคุม
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูในประเทศได้ กรมวิชาการเกษตรจึงให้นำแตนเบียนออกปล่อยเพื่อทดสอบ ภายใต้การควบคุม และกำกับดูแลของนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยทำการปล่อยอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 และนำออกปล่อยเพื่อประเมินผลเพิ่มเติมที่สถาบันวิจัยมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (ห้วยบง) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดนครราชสีมา คาดว่าจะสามารถทราบผลได้ภายใน 6 เดือน และประเมินประสิทธิภาพในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้อนุญาตให้ปล่อยเพื่อควบคุมในสภาพแปลงได้ และได้มีพิธีปล่อยแตนเบียน และส่งมอบแตนเบียนนี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปขยายผลต่อไปในวันที่ 17 กรกฏาคม 2553

แตนเบียนเพศผู้

แตนเบียนเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้

การปล่อยแตนเบียนในแปลงมันสำปะหลัง

ยอดมันสำปะหลังภายหลังปล่อย 3 เดือน

การเพาะเลี้ยงแตนเบียน A. lopezi บนมันสำปะหลัง
อุปกรณ

กรงเลี้ยงแมลง โครงสร้างทำาจากพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2 นิ้ว ขนาด กว้าง x ยาว x สูง 50 x 100 x 60 เซนติเมตร สวมด้วยถุงผ้าเนื้อละเอียด เย็บเป็นถุงสี่เหลี่ยมขนาดใกล้เคียงกับโครงสร้างกรง

กระถางปลูกพืชขนาด 8 นิ้ว
3. ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง หรือผลฟักทอง
4. ชั้นสำหรับวางกรงเลี้ยงแมลง ด้านบนติดตั้งอุปกรณ์หลอดไฟฟลูออเรสเซน ขนาด 40 วัตต์ เพื่อให้แสงในการเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง

ในกรณีที่เลี้ยงแตนเบียนโดยใช้เพลี้ยแป้งที่เลี้ยงบนผลฟักทอง ต้องมีชั้นสำหรับสุมยอดมันบนผลฟักทอง ถ้าจะให้สามารถเพาะเลี้ยงเพลี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีห้องควบคุมอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส

วัสดุ และอุปกรณ์ขนาดเล็กอื่น ๆ ได้แก่ น้าผึ้ง อุปกรณ์ดูดแมลง (Aspirator) พู่กันเบอร์ 2 กรรไกรตัดกิ่งไม้ ภาชนะสำหรับแช่ท่อนพันธุ์


การเพาะเลี้ยงแตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู

สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

1 การเพาะเลี้ยงเพลี้ยแป้งบนต้นมันสำาปะหลัง

2 การเพาะเลี้ยงเพลี้ยแป้งบนผลฟักทอง

การเพาะเลี้ยงแตนเบียน A. lopezi โดยใช้เพลี้ยแป้งสีชมพูที่เลี้ยงบนต้นมันสำปะหลัง

1. ปลูกต้นมันสำปะหลังในกระถางปลูกพืช ขนาด 8 นิ้ว ใช้ท่อนพันธุ์กระถางละ 2 ท่อน ต้นมันสำปะหลังที่ใช้เพาะเลี้ยงเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ควรมีอายุอย่างน้อย 6 สัปดาห์ จะทำให้ต้นมันแข็งแรงเพียงพอที่จะทนทานการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง ทำให้ต้นมันสำปะหลังไม่ตายก่อนที่จะนำเพลี้ยแป้งที่เลี้ยงได้ไปใช้เพาะเลี้ยงแตนเบียน

เขี่ยกลุ่มไข่เพลี้ยแป้งใส่บนยอดและใบของมันสำปะหลัง ปล่อยให้ไข่ฟัก และตัวอ่อนเพลี้ยแป้งเจริญเติบโตถึงวัยที่ 3 ซึ่งใช้เวลาประมาณ 21-25 วัน จึงนำไปใช้เลี้ยงแตนเบียน

3.นำต้นมันที่ได้จากข้อ 2 จำนวน 3 กระถางใส่กรงเลี้ยงแมลงขนาด 50 x 50 x 60 ซม และใส่แตนเบียน 20 คู่ แตนเบียนจะลงเบียนเพลี้ยแป้งที่เลี้ยงบนต้นมันสำปะหลัง เลี้ยงไว้ประมาณ 11-15 วัน เพลี้ยแป้งจะตายกลายเป็นมัมมี่

4.เก็บแตนเบียน หลังปล่อยแตนเลียนแล้วให้เฝ้าสังเกต หากพบแตนเบียนตัวเต็มวัยเจาะออกจากมัมมี่ บินออกมาภายนอก ให้ใช้อุปกรณ์ดูดแมลง ดูดเก็บแตนเบียน

นำแตนเบียนที่เพาะเลี้ยงได้มาตรวจนับ และคัดแยกเพศ บรรจุใส่ภาชนะสำหรับนำไปปล่อย หรือ นำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อไป

การเพาะเลี้ยงแตนเบียน A. lopezi โดยใช้เพลี้ยแป้งที่เลี้ยงบนฟักทอง

วิธีนี้ใช้ได้ดีเฉพาะในช่วงที่มีเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูกำลังระบาด เนื่องจากต้องเก็บรวบรวมยอดมันสำปะหลังจากไร่ที่มีเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูกำลังลงทำลายอย่างหนาแน่น ดำเนินการดังนี้1 เก็บยอดมันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งลงทำลายจากไร่ มาวางเรียงในตะแกรงที่ตั้งบนชั้น2.เลือกผลฟักทองที่ไม่อ่อนเกินไป และผลมีสีเขียว นำมาเรียงทับลงบนยอดมันสำปะหลังที่เรียงอยู่ในตะแกรง ปล่อยไว้ประมาณ 3-7 วัน ขึ้นกับปริมาณเพลี้ยแป้งที่มีบนยอดมันสำปะหลัง

3 เมื่อยอดมันแห้ง เพลี้ยแป้งจะย้ายจากยอดมันไปอาศัยอยู่บนผลฟักทอง สังเกตพบผลฟักทองที่เพลี้ยแป้งสีชมพูขึ้นเต็มผลแล้ว สามารถนำใช้เพาะเลี้ยงแตนเบียนได้ทันที

นำผลฟักทองที่ได้จากข้อ 3 ใส่ในกรงเลี้ยงแมลงขนาด 50 x 50 x 60 ซม. จ านวน 6-8 ผล ต่อกรง ภายในกรงทำโครงเหล็กเป็นขาตั้งตะแกรง สำหรับวางเรียงผลฟักทองอีกชั้น ใส่แตนเบียน 40-50 คู่ในกรงเลี้ยงแตนเบียน

แตนเบียนจะลงเบียนเพลี้ยแป้งที่เลี้ยงบนต้นมันสำปะหลังเลี้ยงไว้ประมาณ 11-15 วัน เพลี้ยแป้งจะตายกลายเป็นมัมมี่ และเฝ้าสังเกต หากพบแตนเบียนตัวเต็มวัยเจาะออกจากมัมมี่ บินออกมาภายนอก ให้ใช้อุปกรณ์ดูดแมลง ดูดเก็บแตนเบียน

นำแตนเบียนที่เพาะเลี้ยงได้มาตรวจนับ และคัดแยกเพศ บรรจุใส่ภาชนะสำหรับนำไปปล่อย หรือ นำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อไป

ข้อควรระวัง ในการเพาะเลี้ยงแตนเบียน A. lopezi คือ

1. ไม่ควรใช้เพลี้ยแป้งขนาดเล็กในการเพาะเลี้ยงแตนเบียน เนื่องจากจะทำให้ได้แตนเบียนเพศผู้มากกว่าเพศเมีย

2. แตนเบียนเพศเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ก็สามารถเบียน หรือวางไข่ขยายพันธุ์ได้ แต่แตนเบียนที่ได้จากแม่พันธุ์ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ทั้งหมดจะเป็นเพศผู้ ทำให้ขยายพันธุ์ต่อไปไม่ได้

3. แตนเบียน A. lopezi ชอบเบียนเพลี้ยแป้งขนาดใหญ่และยังวางไข่ มากกว่าเพลี้ยแป้งตัวเต็มวัยที่มีกลุ่มไข่จำนวนมากอยู่ใต้ท้องที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*