ไม่เชื่ออย่างลบหลู่ ฟังหูไว้หู ตำนานโนนสาวเอ้ เมืองฟ้าแดดสงยาง

พระธาตุโนนสาวเอ้ก่อนประวัติศาสตร์


เรื่องราวในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของโนนสาวเอ้ ได้รับการเล่าขานสืบต่อๆกันมาจนกระทั่งมาถึงสมัยที่มีตัวอักษรใช้เรื่องราวของโนนสาวเอ้จึงได้มีการบันทึกซึ่งปรากฎในวรรณกรรม 2 เรื่อง คือตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง และเรื่องผาแดงนางไอ่

พระธาตุโนนสาวเอ้จากตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง
มีกล่าวไว้ในตอนต้นเรื่องว่า พญาจันทร์ (พญาฟ้าแดด) มีมเหสีชื่อนางเขียวค่อม มีธิดาผู้ลือโฉมชื่อนางฟ้าหยาด ความงามของนางเลื่องลือไปทั่วทุกเขตคามจนใครๆพูดติดปากว่านางฟ้าหยาดงดงามเหมือนหยาดฟ้ามาดิน ทุกๆ 7 วัน นางจะลงไปเล่นน้ำที่หนองบึงบอน(หนองน้ำใกล้โนนสาวเอ้อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันได้รับการขุดแต่งเป็นหนองน้ำสำหรับใช้ในการประมงของหมู่บ้านนาบึง) พร้อมๆกับนางกำนัลเมื่ออาบน้ำเสร็จก็จะขึ้นมาแต่งตัวที่โนนสาวเอ้ จึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า โนนสาวเอ้

พระธาตุโนนสาวเอ้จากเรื่องผาแดงนางไอ่
มีกล่าวไว้ว่า เมืองฟ้าแดดในสมัยพญาขอม จะมีประเพณีจุดบั้งไฟเพื่อแข่งขันพนันเอาบ้านเอาเมืองทุกๆปีจะมีพิธีแข่งบั้งไฟ เจ้าเมืองที่นำบั้งไฟมาแข่งได้แก่ เจ้าเมืองหงส์เมืองทอง เจ้าเมืองเชียงเหียน ผาแดงเจ้าเมืองผาโพง เจ้าเมืองเหล่านี้จะชุมนุมกันที่โนนสาวเอ้เพื่อพักพลมีการฉลองสมโภชกันหนึ่งคืนก่อนจะจุดบั้งไฟในวันรุ่งขึ้น
ท้าวผาแดงจากเมืองผาโพง เกิดความรักกับนางไอ่คำพญานาคพังคีขึ้นมาเที่ยวเมืองมนุษย์ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของนางไอ่คำจึงแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก (กะฮอกดอน) เข้าไปชมโฉมนางไอ้คำในอุทยานและถูกยิงตายและชาวเมืองได้พากันนำเนื้อกระรอกมากินจึงทำให้เมืองนั้นล่มตามแรงอธิฐานของพังคี

พระธาตุโนนสาวเอ้ในปัจจุบัน


จากจุดจบวรรณคดีเรื่องผาแดงนางไอ่และตำนานเมืองฟ้าแดดสงยางจึงทำให้เชื่อว่าเมืองฟ้าแดดสงยางเป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองในอดีต และกลายมาเป็นเมืองร้างในช่วงเวลาหนึ่งจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองในบริเวณเมืองฟ้าแดดสงยางอีกครั้ง ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราในปัจจุบัน ปัจจุบันชุมชนที่อาศัยอยู่รอบๆโนนสาวเอ้จะใช้โนนสาวเอ้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและงานประเพณีต่างๆ

ชุมชนรอบๆพระธาตุโนนสาวเอ้เดิมเป็นชาวตำบลหนองแปนทั้งหมดต่อมาได้แบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นตำบลกุดฆ้องชัย ชาวบ้านทั้งสองตำบลยังคงร่วมงานประเพณีและประกอบพีธีทางศาสนาดังนี้

1.งานประเพณีบุญดอกเผิ่ง(บุญดอกผึ้ง) จะจัดประเพณีในวันเพ็ญเดือนยี่

2.งานประเพณีบุญบั้งไฟ จะจักประเพณีในวันเพ็ญเดือนหก ปัจจุบันชาวบ้านเสมาได้แยกไปจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่พระธาตุยาคู ดังนั้นบุญบั้งไฟที่โนนสาวเอ้จึงเลื่อนไปจัดในวันแรม 7 ค่ำ หรือวันแรม 8 ค่ำ เดือนหก ของทุกปี

บุญบั้งไฟโนนสาวเอ้จะมีเจ้าภาพ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองแปน บ้านโนนสูง และบ้านนาบึงแต่ละหมู่บ้านจะมีใบบอกบุญไปยงหมู่บ้านต่างๆที่ใกล้เคียงเพื่อให้มาร่วมพิธีโดยมีการแบ่งการออกใบบอกบุญดังต่อไปนี้

-บ้านหนองแปน มีใบบอกบุญไปยังตำบลโนนศิลาเลิงและบ้านสงยาง

-บ้านโนนสูง จะมีใบบอกบุญไปยังตำบลโคกสะอาด

-บ้านนาบึง จะมีใบบอกบุญไปยังตำบลกุดฆ้องชัย

3งานบุญตบปะทาย (ก่อพระทราย ก่อเจดีทราย) จะทำวันหลังตรุษสงกรานต์จนถึงเดือนหกออกใหม่ (เดือนหกขึ้น 1 ค่ำ) แต่ละหมู่บ้านจะแยกกันทำจะไม่ทำพร้อมกันแล้วแต่ว่าหมู่บ้านหมู่บ้านไหนจะพร้อมเมื่อไรแต่ให้อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนด

งานประเพณีบุญดอกเผิ่ง(บุญดอกผึ้ง)

ประเพณีบุญดอกเผิ่ง เป็นประเพณีที่จัดขึ้นที่โนนสาวเอ้ในวันเพ็ญเดือนยี่ของทุกปีเป็นประเพณีที่ชาวบ้านที่มีภูมิลำเนาอยู่รอบๆทุ่งโนนสาวเอ้ปฎิบัติสืบต่อกันมาทุกหมู่บ้านจะนำปัจจัยและต้นดอกเผิ่งลงไปถวายพระภิษุสงฆ์ ปัจจัยที่ได้ส่วนหนึ่งจะถวายพระภิษุสงฆ์พร้อมเครื่องปัจจัยไทยธรรม ส่วนที่เหลือจะรวบรวมเป็นเงินเพื่อบูรณะโนนสาวเอ้หรือตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการหมู่บ้านว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ใด ชาวบ้านที่ไปจะไปทำบุญด้วยจิตศรัทธาเพราะมีความเชื่อว่าเมื่อทำบุญแล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

 

การจัดทำต้นดอกเผิ่งชาวบ้านจะนำวัสดุท้องถิ่น เช่น กาบกล้วย ไม้ไผ่ โดยใช้ขี้ผึ้งแผ่นเป็นวัตถุประกอบซึ่งจะตัดและตกแต่งเป็นลวดลายต่าๆประดับตามความเหมาะสมและสวยงามและประกอบกันเข้าเป็นหอหรือเรือนเล็กๆมีคานหามภายในหอจะใส่เครื่องบูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน ดอกฝ้าย ขนม ข้าวต้มมัด ส่วนเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สมุด ดินสอ ไม้ขีด ผงซักผ้า สบู่ ยาสีฟัน จะแขวนประดับไว้ด้านนอก คล้ายต้นดอกเงิน

เมื่อชาวบ้านนำต้นดอกเผิ่งไปรวมกันที่โนนสาวเอ้แล้ว เวลา 09.30 น.มรรคทายกจะนำขันแก้ว(พานหมากเบ็งหรือพานบายสีเล็กๆ)ไปถวายคารวะพ่อปู่โนนสาวเอ้เป็นการคอบ(บอกกล่าว)ว่าลูกหลานมาทำบุญทำทาน ขอให้อำนวยอวยพรให้เป็นสุขสืบไป จากนั้นก็จะแห่ต้นดอกเผิ่ง 3 รอบ แล้วนำมาในศาลา ไหว้รับศีล ถวายสังฆทาน ถวายต้นดอกเผิ่ง ถวายพัตตาหารเพล เป็นเสร็จพิธีทางศาสนา

ส่วนกิจกรรมเสริมก็จะมีการประกวดแข่งขันต่างๆ ประกวดอาหารพื้นบ้าน ประกวดร้องเพลงสรภัญญ์ ประกวดตะไรลอดห่วง ประกวดต้นดอกเผิ่ง ประกวดขบวนแห่ต้นดอกเผิ่ง และการฟ้อนกลองยาว ซึ่งรางวัลในการประกวดเทศบาลตำบลหนองแปนเป็นผู้สนับสนุน ปัจจุบันงานประเพณีบุญดอกเผิ่งดำเนินการโดยสภาวัฒนธรรมตำบลหนองแปน

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวตำบลหนองแปนเป็นประเพณีที่จัดขึ้นในเดือนหกที่บริเวณโนนสาวเอ้ซึ่งเป็นประเเพณีที่เกิดจากความเชื่อเรื่องพญาแถน ชาวบ้านจะจุดบั้งไฟถวายพญาแถนเพื่อเสี่ยงทายของฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ในสมัยก่อนบั้งไฟจะทำด้วยไม้ไผ่ทะลุปล้องแล้วตกอัดด้วย หมื่อหรือดินปืนให้แน่น

พอถึงวันก็จะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อไปกล่าวคำเซิ้งขอบริจาคตามบ้านเรือนต่างๆพอตกบ่ายจะมีกรเซิ้งแห่บั้งไฟในขบวนแห่อาจมีการแต่งกายแปลกๆ ตอนกลางคืนจะมีการเส็งกลองและเล่นสนุกรื่นเริงรุ่งเช้าวันใหม่ก็จะทำบุญตักบาตรเมื่อพระฉันจังหันแล้วก็จะแห่บั้งไฟไปสถานที่จุดและจะแห่เซิ้งจนกว่าพระจะฉันเพลเสร็จจึงจะจุดบั้งไฟ บั้งไฟบั้งแรกจะเป็นการจุดถวายพญาแถนเพื่อขอฝนและเสี่ยงทายเกี่ยวกับฝนฟ้าว่าจะตกซุกหรือไม่ พอเสร็จพิธีเสี่ยงทายก็จะจุดบั้งไฟที่เหลือ

บุญบั้งไฟเป็นงานสุดท้ายที่ชาวบ้านรื่นเริงก่อนที่จะลงมือทำไร่ไถนากันต่อไปจนถึงฤดูการเก็บเกี่ยวจะมีงานรื่นเริงขึ้นมาอีกมาหมุนเวียนกันไป

ความเชื่อเกี่ยวกับโนนสาวเอ้

  1. ความเชื่อในการจุดบั้งไฟเสี่ยงทาย บวงสรวงเทวดาอารักษ์ขุมชนในถิ่นมีเชื่อว่ามีการจุดบั้งไฟเสี่ยงทายฟ้าฝนเพื่อถวายต่อพญาแถน พญาแถนจะช่วยให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลและข้าวกล้าในทุ่งนาอุดมสมบรูณ์
  2. การถวายต้นดอกเผิ่ง(ดอกผึ้ง)เชื่อว่าเทวดาอารักษ์จะช่วยคุ้มครองป้องกันผองภัยไม่ให้เบียดเบียนประชาชนและประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข โดยจะใช้ขันห้า (ขันดอกไม่ธูปเทียน 5 คู่) ขันแปด(ขันดอกไม้ธูปเทียน 8 คู่ ) เป็นเครื่องสักการะบูชา
  3. การตบปะทาย (ก่อพระเจดีย์ทราย) ในเดือนห้าหลังวันสงกรานต์หรืเดือนหกออกใหม่(เดือนหกขึ้น 1 ค่ำ)เป็นกรบวงสรวงสักการะเพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลและอยู่เย็นเป็นสุข

จะเห็นได้ว่าทั้งสามประเพณีนี้จะมีการสืบสานและทำต่อๆกันมาเพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่า บริเวณพระธาตุโนนสาวเอ้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถ้าผู้ใดแสดงอาการลบหลู่ก็จะพบกับอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งจนเข็ดหลาบไม่กล้าหลบหลู่อีก

ไม่เชื่ออย่างลบหลู่ฟังหูไว้หู

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งเจ้าคุณปู่ (พระราชพรหมจริยคุณ) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ จะจัดงานฉลองศาลาพระธาตุโนนสาวเอ้ที่สร้างเสร็จใหม่(ปัจจุบันรื้อไปแล้วได้สร้างหลังใหม่แทนและได้ว่างศิลาฤกษ์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) จึงได้ไปว่าจ้างหมอลำกลอนมาสมโภชในขณะจัดทำเวทีหมอลำตอนกลางวันเจ้าคุณปู่เป็นผู้ควบคุมการสร้างเวทีเมื่อจวนจะเสร็จจึงได้นำฝาขัดแตะขึ้นไปมุงหลังคาอยู่ๆก็ได้เกิดลมหมุนพัดเอาหลังคาหล่นลงมา ถึงสามครั้งสามหนเจ้าคุณปู่จึงได้กล่าวขอขมาเจ้าที่ด้วยขันดอกไม้ ธูป เทียน จึงสามารถมุงหลังคาได้ ซึ่งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์กับจ้าคุณปู่ ได้แก่ พระครูโสภณโพธิวัติ เจ้าคณะอำเภอกมลาไสยในปัจจุบัน พระครูโพธิขญารักษ์ เจ้าอาวาสวัดบ้านเสมา และพระครูสิริคุณาวสัย เจ้าอาวาสวัดหนองแปนเป็นผู้เล่าฟัง

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าใต้พื้นดินของบริเวณพระธาตุโนนสาวเอ้มีของดี คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ กรุพระ และโบราณวัตถุอื่นๆอีกมากมาย มีผู้เล่าว่าเคยมีผู้ไม่หวังดีมาหลบหลู่กระทำการต่างๆโดยพลการเพื่อหวังจะรวยทางลัดแต่ก็ไม่รอดสักราย ต่างก็พบกับความประหลาดมหัศจรรย์ และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆปางตายเข็ดหลาบไปตามๆกัน บางคำบอกเล่าในอดีตมีคนที่คิดไม่ดีจะเข้าไปขโมยพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์พอเข้าไปแล้วเจอดีเข้าถึงกับได้ว่ายบก จนมีชาวบ้านได้ไปพบและช่วยเหลือออกมา  หรือแม้กระทั่งวันดีคืนดี คนต่างถิ่นที่ขับรถผ่านไปมา ได้ถูกสิ่งลี้ลับบังตาให้ขับรถเข้าไปยังโนนสาวเอ้ เพราะฉะนั้น ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ฟังหูไว้หูจะดีกว่า

 -เอกสารสืบค้นประวัติ วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

    -จากปราชญ์ชาวบ้านนาบึง

3 Comments

  1. เคยมีประสพการโดนปฎิหารโนนสาวเอ้มาเจอกับตาไปกะเพื่อนไปนั่งเล่นยุแถวหนองน้ำโนนสาวเอ้แล้วเพื่อนอีกคนนึกพิเลนเอาระเบิดปิงปองไปจุด
    เล่นแถวคูน้ำโนนสาวเอ้.จุดไฟใสระเบิดปิงปองจุดยังไงก็ติด.สุดท้ายตัดสินใจจุดกองไฟแล้วนำระเปิดปิงบองทิ้งลงไปในกองไฟ,แต่ระเบิดก็ไม่แตก..สุดท้ายตัวฉันจึงยกมือขอคำมาโนนสาวเจ้าและพระแม่ทรณี.ขอโทษแทนที่เพื่อนกะทำการใดแล้วผิดหรือเป็นการลบหลู่สถานที่เรากับเพื่อนๆจะขอจุดให้เกิดเสียงดังเพื่อถวายแก่โน้นสาวเอ้.กล่าวเสร็จเพื่อนก็จุดแล้วเสียงระเปิดปิงปองก็ดังขึ้นดังสนั่น.

ส่งความเห็นที่ BrandiX ยกเลิกการตอบ

Your email address will not be published.


*